X

เปิดบ้าน ‘เอ๋ เชิญยิ้ม’ หยุดไม่ได้ตัดสินใจมีภรรยาทีเดียว 6 คน

หยุดไม่ได้ตัดสินใจมีภรรยาทีเดียว 6 คน
เปิดบ้าน ‘เอ๋ เชิญยิ้ม’ ชีวิตที่ไม่ตลกหลังไร้เงิน ต้องนั่งขายน้ำตามวัด

ไม่น่าภูมิใจ เพราะว่าผมเรียกว่ามันเป็นการผิดพลาด เป็นการผิดพลาดในชีวิต พอพลาดแล้วมีท้อง อุ้มท้องขึ้นมาเนี่ย ถ้าเป็นคนอื่นหรือว่าเป็นวัยรุ่นสมัยเก่าก็จะ

เอาออกแต่ผมมีความรู้สึกว่าเขาเป็นชีวิตน้อยๆที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย มาจากที่เรามีความสุขชั่ววูบชั่ววาบไม่ได้คิด แล้วเกิดเขาขึ้นมาแล้วมาเอาออกเนี่ย ไม่ใช่เรื่อง

เขาไม่ผิดอะไรเลย เราก็เลยคิดว่าต้องเอาไว้ เราก็เลยกลายเป็นคุณพ่อลูกดกเลย ก่อนจะเล่าเรื่องราวในอดีตของตนเองให้ฟังว่า สมัยก่อนผมก็เป็นตลกคนหนึ่ง

อยู่ในคาเฟ่วนเวียนอยู่ในแสงสี แล้วก็กิเลสตัณหามีหมดทั้งผู้หญิงและการพนันมีหมดครบเครื่อง ซึ่งเราก็ยังคิดไม่ได้เหมือนทุกวันนี้ ลูกของภรรยา คนที่ 1-3

ทิ้งไว้ก็จ้1งให้เด็กข้างบ้านเลี้ยง ตัวเองก็ไปเล่นตลก เคยพาลูกสาวคนเล็กไปทำงานด้วย ตนเองเล่นตลกไป ลูกก็มีนักร้องช่วยกันเลี้ยง บางทีก็นอนอยู่หลังเวที

ลูกผมนอนโซฟา ผมเล่นตลกไปหันมองไป มองครอบครัวข้างหน้าเขากินข้าวกัน มันนึกถึงตัวเราเอง ว่าที่ลูกเป็นแบบนี้ มานอนข้างหลังแบบนี้เพราะเราไม่หยุด

ถ้าเราหยุดลูกจะไม่เป็นแบบนี้ เล่นตลกไปหันหลังน้ำตาไหลไป ผมหันหลังน้ำตาไหลเพราะว่าเห็นครอบครัวเขามีความสุขกินข้าว พ่อแม่ลูก แต่เรากำลังแตกทุกอย่าง

เมื่อถามว่าตอนมาเจอ ภรรยาคนที่ 4 แล้วคิดว่าตัวเองโตแล้ว แต่ทำไมไม่ยังหยุด เอ๋ก็ว่า ด้วยความที่นิสัยเดิมเป็นคนเจ้าชู้ ใช่ไหมฮะ แล้วเราเจอที่ล่อตาล่อใจ

แบบว่าเราพยายามจะเลิก ถ้าเราไม่เจอผู้หญิงเลย มันก็ยังโอเคยังหักห้ามใจได้ แต่เนี่ยเราเจอทุกคืน เราเล่นคาเฟ่เราเจอผู้หญิงทุกคืน ผมก็ยังมีความรู้สึกเหมือน

คนธรรมดาทั่วไป ส่วนภรรยาคนปัจจุบันที่แต่งงานด้วยคือคนที่ 6 ที่อายุน้อยกว่าตนเอง 17 ปี คนที่ทำให้รู้สึกว่าอันนี้คือใช่ ความสุขที่แท้จริงคือครอบครัว

ผมรู้สึกว่าเราผิด อันนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย แต่ละเรื่องเนี่ย ที่พูดให้ฟังคือเหมือนเป็นวิทยาทานสอนถ้ายังเจ้าชู้อยู่ว่า มันไม่มีความสุขที่แท้จริง เมื่อคุณมีคนใหม่

คุณคิดว่ามีความสุขแล้วมันเป็นอะไรที่เราถูกใจ เรามีความสุขกับตรงนี้ พอมาวันหนึ่งเราตก ต้องมาขายน้ำส้ม ตามงานวัด ใช่ครับ น้ำส้มคั้น น้ำส้มขวด

จุดตกที่สุดไม่มีตังไม่มีงานจึงทำให้รู้สึกตัวว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ดังขึ้นได้ แต่ก็ลงได้ ตั้งแต่นั้นมา เจ้าตัว เลยหันหน้าเพิ่งธรรมะจนเข้าใจ เมื่อก่อนผม

ไม่เคยคิดถึงเรื่องธรรมะเลยเพราะว่าชีวิตเราขึ้นอยู่กับคาเฟ่ แสง สี เสียง ตลอด เราใช้ชีวิตอยู่ในช่วงกลางคืนตลอด แล้วคือ ละครของเราคือรๅยได้ประมาณหนึ่งที่อยู่ได้

ตอนนี้ผมเชื่อคำหนึ่ง ขึ้นอย่าหลง เราเริ่มหยิ่งมองไม่เห็นหน้าใคร ตอนนั้นเราคิดผิดคิดว่างานนี้ มั่นคงและถาวรสำหรับเราพอเราดังเราไม่ได้ง้อใคร หมิ่นตังน้อย บางทีไปสาย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *